วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554

บันทึกกิจกรรมการกำกับตนเอง (** 1 **)

1. แผนการออกแบบและสร้างสรรค์ผลงาน (นิสิตวางแผนการทำงานชิ้นนี้ไว้อย่างไร)
           แบบแผนที่วางไว้เกี่ยวกับแผนการดำเนินงานกิจการ Social Enterprise ซึ่งกลุ่มของเราได้ดำเนินกิจการภายใต้บริษัทที่มีชื่อว่า Big Five Group โดยสินค้าของบริษัทเราเป็นงาน handmade มีตัวแปรที่สำคัญคือ ไหมพรม ด้วยความหลากหลายของตัวเส้นไหมหรือกลุ่มด้ายที่มีรูปแบบสีสันสวยงาม และลักษณะเฉพาะของไหมนานาชนิด จึงเป็นจุดเด่นเรียกความสนใจในหลายๆกลุ่มคนโดยเฉพาะวัยรุ่น
      
              ดังนั้นจึงทำให้เกิดผลิตภัณฑ์หรือสินค้าจำพวก ซองใส่โทรศัพท์ กระเป๋าสตางค์ กระเป๋าสะพายข้างหรือคล้องคอ พวงกุญแจตุ๊กตาชนิดต่างๆ ที่ได้รับความนิยมตามสื่อโฆษณาโทรทัศน์ เป็นต้น ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเน้นความปราณีต สวยงาม มีความหลากหาย ความคิดสร้างสรรค์ ทันสมัยต่อโลกปัจจุบัน แต่ละชิ้นงานกลั่นกรองมาจากฝีมือที่ประณีตและจินตนาการความคิดที่สร้างสรรค์ ตลอดจนความตั้งใจของผู้ทำที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นชิ้นงานที่สวยงาม

            ขั้นตอนการปฏิบัติงาน แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

            (1.)  ระยะการวางแผน เป็นขั้นตอนแรกที่เริ่มระดมความคิดของสมาชิกในกลุ่มงาน มีการปรึกษาเตรียมการในเรื่องของข้อมูล ผลิตภัณฑ์ตัวสินค้าว่าต้องการให้ออกมาในรูปแบบใด องค์ประกอบของสินค้ามีอะไร บ้างเครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์รวมทั้งค่าใช้จ่ายตลอดการดำเนินกิจการผลรวมประมาณเท่าไหร่ อีกทั้งวิธีการทำ การจัดหาแหล่งวัตถุดิบที่ใช้ในการดำเนินงาน การพัฒนาแนวความคิดให้เกิดไอเดียใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา และสินค้ารูปแบบใดที่เป็นที่ต้องการในตลาดอยู่ในขณะนี้
            (2.)  ระยะการปฏิบัติงาน เป็นระยะที่ทุกคนต้องดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้ คือ การทำงานตามข้อตกลงของแต่ละคนตามที่ได้รับมอบหมายไว้ เช่น นางสาวส้มโอ ดูงานในส่วนของผลิตภัณฑ์ตัวสินค้าของบริษัท การตลาดตลอดจนช่องทางในการจัดจำหน่าย นางสาวแตงโม ดูในส่วนงานของการประชาสัมพันธ์ แบรนด์ สื่อโฆษณาสินค้า นางสาวมะนาว ดูงานในส่วนเอกสารแผนการดำเนินงานต่างๆของบริษัท นางสาวเงาะ ดูในส่วนของบัญชีการเงิน รายได้งบประมาณ เป็นต้น ทั้งนี้การกระจายงานให้ให้กับบุคคลต่างๆ เราควรดูความเหมาะสมในเรื่อง การใช้คนให้ถูกกับงาน หรือการใช้งานให้เหมาะสมกับคน ซึ่งเป็นหลักสำคัญที่จะส่งผลให้การดำเนินงานหรือองค์กรประสบความสำเร็จ

            (3.)  ระยะการประเมินผล สรุปผล ระยะนี้เป็นระยะที่สำคัญมาก เพราะเป็นการสรุปข้อมูลของการดำเนินงานตั้งแต่ต้นทำให้เรารับรู้ถึงความนิยมและความชื่นชอบในตัวของแบรนด์หรือสินค้าบริษัทเรา ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน อีกทั้งสามารถรับรู้ถึง Feedback ผลตอบรับของตลาดสินค้า เพื่อนำมาประเมินผล ทำการวิเคราะห์ถึงผลที่ได้รับ ซึ่งข้อมูลที่สรุปนั้นอาจแปลงค่าความหมายออกมาในรูปแบบของกราฟ/แผนภูมิข้อมูล แล้วนำข้อมูลที่สรุปได้มาปรับปรุงดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดต่อไป

2. สภาพแวดล้อมในการเรียน / ทำงาน ที่ตนเองคิดว่าเหมาะสม

สภาพแวดล้อมในการเรียน คือ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้เรียนหรือคนทำงานประสบความสำเร็จ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ตัวอย่างเช่น สภาพแวดล้อมในการเรียน คือ ผู้เรียนและผู้สอนสามารถสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล มีความเข้าใจตรงกัน สามารถถ่ายทอดไปยังผู้อื่นได้อย่างชัดเจน ต่อมาในเรื่องของเพื่อนร่วมห้องร่วมชั้นเรียนมีความรักใคร่สามัคคี สามารถช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ และในส่วนของห้องเรียนและอุปกรณ์การเรียนการสอนควรมีความทันยุคทันสมัย มีสื่อดิจิตอลที่สามารถรองรับต่อเทคโนโลยีความก้าวหน้าในยุคปัจจุบัน เพื่อประสิทธิภาพในการสื่อสารไปยังกลุ่มบุคคลอื่นๆ เพราะสิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่อผู้เรียนผู้สอนเป็นอย่างมาก เพิ่มความสะดวกรวดเร็ว ลดการเสียเวลา


สภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสม สิ่งที่เราต้องพบเจอเป็นอันดับแรกๆ ก็คือ เพื่อนร่วมงาน ห้องทำงานประจำ (office) บรรยากาศในการทำงาน อุปกรณ์การทำงาน ระบบสารสนเทศตลอดจนเทคโนโลยีต่างๆ ที่เอื้อประโยชน์ต่อองค์การ ล้วนมีความทันสมัยอยู่ตลอดเวลา มีการUpdate ติดตามเทคโนโลยีหรือองค์ความรู้อยู่ตลอด ในระหว่างการทำงานมีการแลกเปลี่ยนความรู้หรือ Knowledge Sharing ผ่านช่องทางการสื่อสารของบริษัทเพื่อให้พนักงานมีความรู้และเสถียรภาพในการปฏิบัติงานสูงสุด

3. ถ้างานสำเร็จตามแผน นิสิตจะให้รางวัลแก่ตนเองอย่างไร

  
            การดำเนินงานที่สามารถทำสำเร็จลุล่วงตามแผนที่วางไว้เป็นแรงจูงใจที่สำคัญทำให้เรากล้าที่จะทำงานชิ้นต่อๆ ไปนั่นก็คือรางวัลอย่างหนึ่งของเราแล้ว งานที่สามารถสร้างความประทับใจให้กับทุกคน งานทีทำแล้วส่งผลให้บุคคลอื่นมีความสุข นั่นเป็นสิ่งที่เราภาคภูมิใจมากที่สุด การให้รางวัลกับตนเองก็อาจเป็นการผ่อนคลายตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ หรือไม่ก็เป็นการพักผ่อนหย่อนใจอยู่กับบ้าน เพื่อเก็บแรงเติมพลังต่อสู้กับงานชิ้นใหม่ๆ ต่อไป หลังจากการทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับงานชิ้นนั้นๆ อย่างเต็มกำลังความสามารถแล้วงานนั้นบรรลุผลตามเป้าหมายที่เรากำหนดไว้

4. ถ้างานไม่สำเร็จตามแผน นิสิตจะลงโทษตนเองอย่างไร
            การที่งานไม่สำเร็จตามแผนที่เราได้วางไว้ ก่อนอื่นเราต้องตรวจสอบก่อนว่ามีเหตุปัจจัยสิ่งใดที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงาน ซึ่งในการดำเนินงานส่วนใหญ่ย่อมมีเหตุหรืออุปสรรคมาขัดขวางอยู่เสมอ การทำงานไม่ได้มีความราบรื่นเสมอ ขึ้นอยู่กับการจัดการกับปัญหาและสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไรให้เกิดผลดีและเหมาะสมที่สุดกับงานของเรา ถ้าเราคิดว่าเราทำดีที่สุดแล้วแต่เราทำดีได้แค่นี้เราต้องยอมรับกับผลที่เกิดขึ้น แล้วต่อไปภายภาคหน้าเรานำบทเรียนที่ได้รับในครั้งนี้ไปปรับปรุงแก้ไขการดำเนินงานของเราใหม่ พยายามอย่ามองตัวเองในแง่ลบแน่นอนมันจะส่งผลให้เรามีความเครียดเพิ่มมากขึ้น การลงโทษตัวเองบางครั้งก็ได้ผลและบางครั้งก็ไม่ได้ผลเสมอไป สิ่งที่ได้ผลคือ ทำให้เรารู้ถึงความผิดพลาดของงานที่เกิดขึ้น ทำให้เราเกิดความพยามและความมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งนั้นใหม่ในครั้งต่อๆ ไป ในทางกลับกันเมื่องานนั้นไม่สามารถแก้ไขได้ใหม่การลงโทษตัวเองไป ก็ไม่ส่งผลดีให้กับตัวเอง แต่เราสามารถรับรู้ถึงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นและแนวทางการแก้ไขเพียงแค่นี้ก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นทำงานชิ้นต่อๆ ไป

5. สรุปผลการทำแบบฝึกหัดตามแผนที่ได้วางไว้ ว่าทำสำเร็จหรือไม่สำเร็จตามแผนอย่างไร และมีการให้รางวัล หรือ ลงโทษตนเองอย่างไร


            สรุปผลการทำงานคือ "งานสำเร็จลุล่วงเป็นอย่างดี" 
            ในส่วนของการให้รางวัลตนเองคงเป็นในเรื่องของการมีเวลาพักผ่อนเพิ่มมากขึ้นเพราะเหนื่อยหล้าจากการทำงาน และการเรียนที่เพิ่มขึ้นกว่าปกติ การเรียนบางครั้งมักจะมีอุปสรรคอยู่เสมอเพราะเราทำงานร่วมด้วย จึงทำให้ไม่ค่อยมีเวลามากนัก แต่ถ้าคิดในเชิงบวกประสบการณ์เหล่านี้ไม่สามารถหาได้บ่อยมากนัก การที่ได้เข้าไปทำงานกับองค์กรระดับใหญ่ของประเทศ เป็นสิ่งที่ดีหาได้ยาก อีกทั้งได้ร่วมทำงานคนเก่งๆ เรียนเก่งๆ จึงทำให้เราซึมซับแนวความคิดรูปแบบการทำงานแบบต่างๆ มากมาย บางสิ่งบางอย่างเราสามารถนำมาปรับเปลี่ยนและประยุกต์ใช้ในการเรียนได้เป็นอย่างดี

** ชีวิตจะมีค่า ถ้ารู้ว่าเราอยู่ที่ไหน
กำลังมุ่งหน้าไปยังที่แห่งใด และจะไปสู่เป้าหมายนั้นได้อย่างไร **

วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ดูดีได้...สไตล์คนเจ้าเนื้อ



 
       จะเห็นได้ว่าประชากรสาว ๆ หรือผู้หญิงส่วนใหญ่ปัจจุบันจะรูปร่างอวบถึงอ้วนมากขึ้นทุกที แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับสาว ๆ สำหรับการทำให้เป็นที่ต้องตาต้องใจหนุ่ม ๆ ใช่ว่าจะมีแต่ส่วนผอมเท่านั้นที่จะถูกตาต้องใจ หนุ่ม ๆ บางคนก็ชอบสาวสไตล์อวบอ้วน เมื่อเป็นดังนี้แล้วจะเห็นว่าสาวอวบอ้วนก็ควรรู้ที่จะเลือกเสื้อผ้าคนอ้วนที่มีขายอยู่มากมายในร้านขายเสื้อผ้าคนอ้วนหรือเสื้อผ้าไซด์ใหญ่ตามห้างหรือที่ต่างๆ ก็จะมีให้เห็นมากมาย

 


เคล็ดลับในการแต่งกายของสาวอวบเจ้าเนื้อ


            1. เสื้อผ้าคนอ้วนที่ตัดจากผ้าสีเข้ม เสื้อผ้าคนอ้วนสีเข้มเหล่านี้จะช่วยทำให้สาวอวบอ้วนดูผอมเพรียวกว่าเดิมได้ อันนี้เป็นหลักคลาสสิคที่สาวอวบอ้วนทั้งหลายมักจะรู้และเลือกหาเพื่อซื้อเสื้อผ้าคนอ้วนสีเข้ม ๆ กันอยู่แล้ว
            2. สาวอวบอ้วน หากต้องการปกปิดสัดส่วนตรงไหน ไม่อยากให้เป็นจุดเด่นเน้นสายตา ควรหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าคนอ้วนหรือเสื้อผ้าไซด์ใหญ่ที่เป็นผ้ามัน ๆ เด็ดขาด เมื่อไรไปหาซื้อเสื้อผ้าที่ร้านขายเสื้อผ้าคนอ้วนละก็อย่ามองเด็ดขาด เสื้อผ้าคนอ้วนเป็นประเภทผ้ามันไม่ว่าจะเสื้อคนอ้วนหรือแซกคนอ้วนก็ตาม 




            3. สาวอวบอ้วนที่มีสะโพกใหญ่ ก็ควรหากระโปรงคนอ้วนหรือชุดแซค แบบกระโปรงคนอ้วนที่เป็นทรงเอดีกว่า จะช่วยพรางสะโพก แต่เดี๋ยวนี้ร้านขายเสื้อผ้าคนอ้วนก็จะมีกระโปรงมาให้เลือกมากมาย ต้องเลือกให้เหมาะกันตัวเรารูปร่างของเรา
            4. ถ้าเรารู้ว่าเรามีช่วงขาอวบอ้วนจนเป็นส่วนเกิน ให้เลือกกระโปรงคนอ้วนทรงเอ ที่ยาวปกปิดได้ค่ะ

 


            5. ถ้าอยากให้ใส่เสื้อผ้าคนอ้วนแล้วทำให้เราดูดีแบบคลาสสิค ก็ควรใส่เสื้อผ้าคนอ้วนแบบสีเดียวหรือโทนใกล้เคียงกัน ดีกว่าใส่หลากสี แต่หากคุณมั่นใจและอยากนำแฟชั่นก็ใส่สีสดใส หรือตัดกันได้

            6. เข็มขัดก็เป็นส่วนประกอบหรือเป็นเครื่องประดับเหมาะกับเสื้อผ้าคนอ้วนที่เราเลือกใส่ให้ได้เหมือนกัน อาจเลือกคาดเข็มขัดเส้นเล็ก ๆ ต่ำ ๆ ใต้สะโพก จะช่วยทำให้ไม่เน้นพุงอ้วน ๆ ของเราได้

 

 

            7. หากต้องการให้ดูรูปร่างเพรียวหรือสูงชลูดขึ้น อาจใส่รองเท้าคนอ้วนแบบส้นสูง กับเสื้อผ้าคนอ้วนประเภทเสื้อสูทก็ได้ค่ะ เดี๋ยวนี้แฟชั่นคนอ้วนแบบสตรีทแฟชั่นตามกระแสเกาหลีก็มาแรง
            8. เนื้อผ้าแบบใส่สบายก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สาวอวบอ้วนทั้งหลายชอบเลือกใส่เสื้อผ้าคนอ้วนที่มีเนื้อผ้าแบบนี้มากกว่าเนื้อผ้าแบบหนา ๆ



 
             9. หากไม่ต้องการให้เราดูพองฟู ก็ควรหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าคนอ้วนแบบที่มีระบายฟูฟ่อง หรือลูกไม้ห้อยระย้า ซึ่งตอนนี้ร้านขายเสื้อผ้าคนอ้วนมีนำมาขายมาก ซึ่งจะเน้นให้เห็นความอ่อนหวานแต่ขณะเดียวกันก็จะทำให้ดูพองฟูได้ หากใส่ไม่เข้ากัน
            10. เสื้อผ้าคนอ้วนที่มีสีโทนพาสเทลแนวหวาน ล่อใจสาว ๆ อวบอ้วนหลาย ๆ คน ควรหลีกเลี่ยง แต่หากคุณห้ามใจไม่ไหวก็อาจหาเสื้อผ้าคนอ้วนที่มีสีแบบนี้ได้แต่อย่าเป็นทั้งชุด
            11.การเลือกเสื้อผ้าคนอ้วนประเภทกางเกงคนอ้วนนั้น ควรหลีกเลี่ยงเมื่อเราไปเลือกซื้อตามร้านขายเสื้อผ้าคนอ้วนนั้น อย่าเลือกกางเกงแฟชั่นคนอ้วนที่มีกระเป๋ามาก หรือหลายใบ หรือมีที่ด้านหลังจะยิ่งทำให้คุณดูพองมากขึ้นค่ะ





ที่มา :http://www.ba-ba-li.com
http://www.panoramastock.com

บุคลิกดีมีชัยไปกว่าครึ่ง



     "ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง" นั้น สามารถนำมาใช้ได้ กับผู้ให้บริการทุกคนที่จะต้องคอยตอบคำถาม ประสานงาน ให้ความร่วมมือและความช่วยเหลือแก่ผู้รับบริการทั้งหลาย นั่นหมายความว่าการมีบุคลิกภาพที่ดีย่อมมีเสน่ห์ดึงดูดใจ เป็นเสมือนโซ่คล้องใจลูกค้าให้เกิดความประทับใจ ความมั่นใจในตัวผู้ให้บริการคนนั้น ซึ่งมิใช่เป็นเพียงแค่พนักงานขายที่ทำหน้าที่ขายสินค้าหรือบริการเท่านั้น


 
            นอกจากนี้การมีบุคลิกภาพที่ดีสามารถบ่งบอกนัยของการทำงานบางอย่างนั่นก็คือ การเตรียมความพร้อมที่มีต่อการทำงาน เป็นผู้พร้อมที่จะรับผิดชอบงานในทุกรูปแบบ พร้อมที่จะเผชิญปัญหาและอุปสรรคนานาประการ รวมถึงมีความพร้อมต่อการสร้างปฎิสัมพันธ์และการพูดคุยกับผู้อื่น
            ดังนั้นบุคลิกภาพจึงเป็นเสมือนภาพลักษณ์ภายนอกที่สำคัญ ถือว่าเป็นหน้าตาและกระจกส่องภาพพจน์ของตนเองที่มีต่อสายตาผู้อื่น การสร้างบุคลิกภาพที่ดีของตนเองนั้นไม่ยากเลย ขึ้นอยู่กับความพร้อมและความต้องการของตน ดิฉันมีเทคนิคและหลักปฏิบัติง่าย ๆ ในการปรับปรุงและพัฒนาตนเอง ดังต่อไปนี้



การจัดทรงผม

การจัดทรงผม 
            ลองคิดดูว่า หากคุณติดต่อกับคุณ ก เพื่อขอข้อมูล เมื่อคุณเดินเข้าไปในห้องคุณแล้วเหลือบมองขึ้นไปที่ทรงผมที่รกรุงรัง ดูเหมือนว่าจะลืมหวีผม ผมเผ้ายุ่งเหยิง คุณจะรู้สึกอย่างไร? แน่นอนว่าหลายคนคงจะไม่ยากคุยด้วย หรือ รีบ ๆ คุยเพื่อให้เสร็จธุระของตน เหตุเพราะดูเหมือนว่าผู้ให้บริการจะไม่ค่อยเต็มใจหรือขาดความพ้อมที่จะให้ความช่วยเหลือหรือให้ข้อมูลที่ตนต้องการ…. เห็นไหมค่ะว่า คุณจะเสียลูกค้าไปโดยคิดไม่ถึงเลยเชียว
แนวทางพัฒนาตนเอง : ก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง คุณควรสังเกตการจัดทรงผมของตนว่าดูเรียบร้อยหรือไม่ ทั้งนี้ขอให้คุณเลือกทรงผมให้เหมาะสมกับกาลเทศะ โอกาส และบุคลิกภาพของตนเองด้วย เช่น หากคุณ (ผู้หญิง) จะเข้าพบลูกค้าที่เป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กร คุณไม่ควรเลือกแต่งทรงผมแบบเอากิ๊บมาติดไว้ข้างๆ หู เพราะคิดว่าจะได้ดูอาโนะเน๊ะ ผู้ใหญ่จะได้เอ็นดูเรา ดิฉันขอบอกได้เลยค่ะว่า คิดผิดถนัด



การแต่งกาย
การแต่งกาย
           คุณจะรู้สึกอย่างไร หากหัวหน้างานเดินเข้าทักทาย ในขณะที่เสื้อผ้าหลุดลุ่ย หรือเพื่อนร่วมงานใส่เสื้อผ้าที่มีกลิ่นเหม็นอับ หรือลูกน้องใส่เสื้อผ้าดูเซ็กซี่ กระโปรงสั้นจู๋ เสื้อแขนกุด มีเว้าๆ แวม ๆ พบว่าการแต่งกายเช่นที่ว่านี้จะทำให้เกิดความคิดมากมายของผู้พบเห็นที่มีต่อการแต่งกายเช่นนั้น บางคนคิดอาจคิดอนาจาร จินตนาการเลยเถิดกันเข้าไปใหญ่ ลูกค้าบางคนอาจไม่ชอบใจพลอยทำให้ไม่อยากพูดคุยด้วยก็เป็นได้
แนวทางพัฒนาตนเอง : การแต่งกายถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก คุณควรเลือกใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสมกับรูปร่างและบุคลิกลักษณะของตน ทั้งนี้ขอให้ดูความเหมาะสมของบุคคลและสถานที่ที่คุณจะเข้าไปพบด้วย เช่น บริษัทอนุญาตให้แต่งชุดฟรีสไตล์มาทำงานในวันศุกร์ได้ คุณก็กลับใส่กางเกงขาสั้น เสื้อแขนกุด ไปหาลูกค้าภายนอก เหตุเพราะบริษัทให้แต่งกายแบบสบาย ๆ ในวันนั้นได้ นอกจากการเลือกซื้อเสื้อผ้าให้เหมาะสมแล้ว คุณควรจะดูแลสภาพความเรียบร้อยของเสื้อผ้าที่แต่งด้วย ควรจะรีดและจัดเสื้อให้เรียบร้อย ที่สำคัญคุณไม่ควรปล่อยให้เสื้อผ้าส่งกลิ่นเหม็นอับหรือมีกลิ่นที่ไม่น่าพึงประสงค์



การเดิน นั่ง และยืน

การเดิน นั่ง และยืน            
           ท่าเดิน นั่ง และยืน จะบ่งบอกได้ถึงลักษณะนิสัยใจคอของคุณว่าคุณเป็นคนอย่างไร มีอารมณ์ ความรู้สึก และความต้องการเป็นอย่างไร คนบางคนเดินแกว่งแขนไปมา มีการยกไหล่เล็กน้อยในขณะแกว่งแขน พบว่าท่าเดินแบบนี้ดูเหมือนจะหาเรื่องใส่ตัวเอง บอกให้คนอื่นรู้ว่า ข้าใหญ่ ข้าแน่ในขณะที่คนบางคนยืนหรือเดินห่อไหล่ แบบหมดอาลัยตายอยาก พบว่าท่าเดินแบบนี้จะแสดงให้เห็นว่าคนๆ นั้นเป็นคนที่ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่กล้าที่จะแสดงออกแล้วคุณยังอยากจะมีท่าเดิน นั่ง และยืนแบบนี้หรือไม่
แนวทางพัฒนาตนเอง : การพัฒนาตนเองด้วยท่าเดิน นั่ง และยืนที่ดูดีจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะการแสดงออกเหล่านี้จะบ่งบอกถึงบุคลิกภาพที่มีความมั่นใจและเชื่อมั่นในตนเอง หลักง่าย ๆ ของการเดิน นั่ง และยืนที่ดูดีก็คือ ยืดตัว หน้าตรง เดินแกว่งแขนไปมาเล็กน้อย ทั้งนี้การมีท่าเดิน นั่ง และยืนที่ถูกลักษณะ นอกจากจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของตนเองแล้ว ยังส่งผลดีต่อสุขภาพของคุณเอง ไม่เป็นโรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระดูก เช่น ปวดหลัง ปวดข้อต่อ เป็นต้น



การใช้สายตา และแววตา

การใช้สายตา และแววตา
            หากคุณคุยอยู่กับใครสักคน แล้วเค้ามองออกไปที่อื่น แลดูเหมือนจะสนใจคนอื่นมากกว่าตัวคุณเอง หรือคนบางคนที่คุณคุยด้วยมีแววตาเศร้าหมอง สลดหดหู่ สีหน้าอิดโรย ดูแล้วเหมือนจะไม่ได้หลับได้นอน และยิ่งถ้าคุณเจอลูกน้อง ลูกค้า หรือหัวหน้างานมีสายตาและแววตาเช่นที่ว่านี้ คุณจะรู้สึกอย่างไร คงจะมีน้อยคนนักที่ยังอยากจะคุยกับบุคคลเหล่านี้ด้วย เฉกเช่นเดียวกันค่ะ หากคุณแสดงออกด้วยสายตาและแววตาเช่นนี้ ก็คงจะมีคนบางคน หรือหลายคนที่ไม่อยากจะคุยด้วย
แนวทางพัฒนาตนเอง : สายตาและแววตาที่แสดงออกมาจะเป็นเสน่ห์ดึงดูดใจผู้อื่นได้ ดังนั้นสิ่งแรกเลยก็คือ คุณจะต้องสบตากับผู้ที่พูดด้วย ไม่หลบหรือหลีกเลี่ยงการปะทะสายตา การสบสายตานั้นมิใช่การจ้องมองแบบเอาเลือดเอาเนื้อ ควรเป็นการแสดงออกด้วยความรู้สึกเอาใจใส่ และความปรารถนาที่อยากจะพูดคุยด้วย รวมถึงการมีแววตาที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือ ความเป็นกันเอง และความร่วมมือต่าง ๆ ดังนั้นการนอนหลับพักผ่อน การดูแลสุขภาพของตน และการมีสภาพจิตใจที่ดีจะช่วยทำให้คุณสามารถมีสายตาและแววตาที่ดี สดใส และแจ่มใสอยู่เสมอ


การใช้คำพูด และน้ำเสียง

การใช้คำพูด และน้ำเสียง
            คงไม่มีใครชอบพูดคุยกับคนที่ใช้น้ำเสียงหรือคำพูดที่ไม่ถูกกาลเทศะ คนบางคนทำร้ายตนเองด้วยคำพูดและน้ำเสียงที่สื่อออกมา เป็นคำพูดที่แสดงความไม่สุภาพ ก้าวร้าว สักแต่ว่าจะพูด โดยไม่คำนึงว่าผู้ฟังจะรู้สึกอย่างไร เช่น หากหัวหน้าพูดกับคุณว่า พูดหลายหนแล้วนะงานนี้ สอนแล้วไม่รู้จักจำ มีสมองไว้คั่นหูหรือไงเนี่ยถ้าคุณได้ยินคำพูดแบบนี้ คุณจะรู้สึกอย่างไร?
แนวทางพัฒนาตนเอง : มีหลากหลายวิธีเพื่อป้องกันมิให้คุณตายเพราะคำพูด ทางแรกคือ นิ่งเงียบ ใช้สถานการณ์ของการเงียบสยบความรู้สึก ไม่พูดจะดีกว่าพูดออกมา แต่ถ้าคุณรู้สึกอึดอัดใจทนไม่ไหวจะต้องพูดแล้วล่ะก็ ดิฉันขอให้เลือกใช้คำพูดแบบบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่นจะดีกว่า หลีกเลี่ยงการใช้คำพูดดูถูกดูหมิ่น เหน็บแนม หรือใช้คำพูดก้าวร้าว เอ๊ะอะโวยวาย

การแสดงพฤติกรรมอื่น ๆ ที่ไม่ธรรมดา
            การแสดงพฤติกรรมอื่น ๆ ที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการเอามือล้วงกระเป๋า ผิวปาก หรือยักคิ้ว ยักไหล่ เวลาพูดคุยกับผู้อื่น หรือแสดงพฤติกรรมอื่น ๆ ที่แปลกไปจากคนอื่น ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้ดูแล้วเสียบุคลิกภาพ เสียภาพลักษณ์ ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ ขาดความเลื่อมใสและศรัทธาต่อผู้พบเห็น
แนวทางพัฒนาตนเอง : คุณควรสังเกตตนเองว่าได้แสดงพฤติกรรมผิดปกติที่แปลกไปจากคนอื่นหรือไม่ รวมถึงการยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ไม่ควรต่อว่าหรือแสดงความโกรธเคือง หากมีเพื่อน หรือบุคคลอื่นตักเตือนหรือบอกกล่าวว่าคุณแสดงพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่ควรทำ ซึ่งคุณอาจแสดงจนเป็นนิสัยไปแล้ว แต่ทว่าพฤติกรรมเหล่านี้จะไม่ส่งผลดีต่อภาพพจน์และบุคลิกภาพของตนเอง ดังนั้นคุณควรพยายามที่จะละเลิก และยกเลิกการแสดงออกถึงพฤติกรรมที่ไม่ดีเหล่านั้น พฤติกรรมบางอย่างอาจใช้เวลา แต่ก็ยังดีกว่าที่คุณไม่เคยให้เวลาและใส่ความพยายามที่จะละทิ้งพฤติกรรมเหล่านั้นลงไป
ดังนั้นการมีบุคลิกภาพที่ดีย่อมส่งผลโดยตรงต่อภาพพจน์ที่ดีที่มีต่อสายตาของลูกค้า ถือว่าเป็นภาพภายนอกที่คุณจะต้องแต่งแต้มเติมสีสรรเข้าไป เพื่อให้ลูกค้าชอบและประทับใจ และนั่นหมายความว่า คุณจะเป็นผู้หนึ่งที่สามารถผูกจิตผูกใจลูกค้าด้วยภาพลักษณ์ภายนอกที่คุณเองเป็นผู้สร้างขึ้นมา

ที่มา http://th.jobsdb.com,http://panoramastock.com

วันพุธที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ความรักที่สูงสุด คือรักอันบริสุทธิ์ จาก.....ผู้เป็นแม่


มะลิหอมน้อมวางข้างข้างตัก
กรุ่นกลิ่น "รัก" บริสุทธิ์ผุดผ่องใส
แทนทุกคำทุกถ้อยร้อยจากใจ
เป็นมาลัย "กราบแม่" พร้อมน้อมบูชา


 
            ในสังคมต่าง ๆ ทั่วโลกให้ความสำคัญกับ " ความเป็นแม่ " และคำเรียกผู้ที่ให้กำเนิดสมาชิกใหม่ของแต่ละสังคมส่วนใหญ่จะเป็นคำแรกที่เด็กสามารถเปล่งเสียงได้ก่อน " แม่ " ดังนั้นความหมายของคำว่า


           " แม่ " ทุกภาษาและวัฒนธรรมจะมีคุณค่าอย่างมาก และหากสังเกตจะพบว่า " แม่ " เป็นเสียงที่เด็กสามารถเปล่งได้อย่างง่าย และเป็นคำแรกที่เสียงนั้นได้อย่างมีความหมาย




 
             นักภาษาศาสตร์ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า คำว่า " แม่ " ของทุก ๆ ภาษา มาจากการออกเสียงของเด็ก โดยคำขึ้นต้นด้วยพยัญชนะริมฝีปากคู่ (Bilabial) ได้แก่ ม , , ,บ หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นพยัญชนะชุดแรกที่เด็กสามารถทำเสียงได้ โดยการใช้ริมฝีปากบนและล่าง ดังเช่น

             ภาษาไทย เรียก แม่
             ภาษาจีน เรียก ม๊ะ หรือ ม่า
             ภาษาฝรั่งเศส เรียก la mere (ลา แมร์)
             ภาษาอังกฤษ เรียก mom , mam
             ภาษาโซ่ เรียก ม๋เปะ
             ภาษามุสลิม เรียก มะภาษาไท เรียก ใต้คง เม เป็นต้น


       
            " แม่ " เป็นคำโดดหรือคำไทยที่บ่งบอกความสัมพันธ์อันอบอุ่นลึกซึ้งระหว่างผู้หญิงกับลูก แม่ หมายถึง ผู้มีพระคุณ ผู้ให้กำเนิด ให้น้ำนมลูกดื่มกิน ให้ความรักความเมตตาและปกป้องดูแลลูกจนเติบใหญ่ คำว่า " แม่ " มักถูกนำไปใช้ร่วมกับคำอื่น ๆ โดยมีความหมายแตกต่างกันออกไป

            อย่างไรก็ตาม ความหมายหลักของคำว่า " แม่ " ก็คงหนีไม่พ้นการเป็นผู้ให้ชีวิตหรือหญิงผู้ให้กำเนิดบุตร หญิงผู้ปกป้องคุ้มครองและดูแลรักษา สังคมไทยยังใช้คำว่าแม่ตามความหมายนี้เรียกสิ่งดีงามตามธรรมชาติอื่น ๆ เพื่อยกย่องเทอดทูนในฐานะผู้ให้กำเนิดและหล่อเลี้ยงชีวิต เช่น แม่น้ำ แม่โพสพ แม่ธรณี เป็นต้น ความหมายของคำว่าแม่ในลักษณะเช่นนี้แสดงให้เห็นชัดอย่างชัดเจนว่าสังคมไทยแต่โบราณมายกย่องและให้เกียรติสตรีเพศผู้เป็นแม่ ตระหนักในบทบาทหน้าที่และบุญคุณของแม่ต่อชีวิตของลูก ๆ ตลอดมาทุกยุคทุกสมัย

           ในบริบทของสังคมวัฒนธรรมไทย แม่ คือ ผู้เสียสละความสุขส่วนตนเพื่อลูก ๆ คอยดูแลเอาใจใส่และประคบประหงมลูกจนเติบใหญ่ ความรักของแม่ถือว่าเป็นความรักที่บริสุทธิ์ สังคมไทยมักพูดถึงแม่ในฐานะของผู้ที่รักลูกยิ่งชีวิต พร้อมจะตกระกำลำบากเพื่อลูกของตนโดยไม่สำนึกเสียใจ นางจันทร์เทวีถูกขับออกจากเมือง ต้องระเหเร่ร่อนไร้ที่ซุกหัวนอนเพราะคลอดลูกเป็นหอยสังข์ แต่นางก็ยังรักและเฝ้าทะนุถนอมกล่อมเกลี้ยงโดยไม่เคยคิดรังเกียจเดียดฉันท์แม้แต่สัตว์อย่างนางนิลากาสร ก็ยังรักและหวงแหนลูกอย่างทรพี ปกป้องลูกของตนมิให้ถูกฆ่าดังเช่นลูกของตัวอื่น ๆ

           แม้ว่าโดยทั่วไปแล้ว คำว่า " แม่ " จะบ่งบอกความหมายของการเสียสละ ความรักและความผูกพันที่ผู้หญิงที่มีต่อลูกของตน แต่การที่สังคมไทยมีลักษณะวัฒนธรรมเฉพาะที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละชนชั้น ทำให้ความหมายของการเป็นแม่ ตลอดจนบรรทัดฐาน แบบแผน พฤติกรรมและบทบาทฐานะของผู้หญิงในวัฒนธรรมของแต่ละชนชั้นย่อมแตกต่างกันไป



ที่มา http://www.kapook.com http://www.sanook.com